เงินบริจาคของคุณจะสนับสนุนด้านการสื่อสาร สร้างความตระหนัก เพื่ออนุรักษ์พื้นที่ชายฝั่งและป่าชายเลนให้กับเด็กและเยาวชน | คนทั่วไปที่ได้เข้ามารับชม100,000คน
โครงการ Mangroove Series โดย neo-baannok (นีโอ-บ้านนอก) และ 30x30 Thailand Coalitioin (เครือข่ายความหลาหลายทางชีวภาพประเทศไทย)
เป็นหนึ่งในโครงการสื่อสารสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์ ที่มุ่งทำให้ประเด็น ทะเล ชายฝั่ง และความหลากหลายทางชีวภาพ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าถึงง่าย และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน ศิลปะ ดนตรี และการเล่าเรื่องร่วมสมัย โดยเฉพาะกับเยาวชนและคนรุ่นใหม่
เราจะทำงานร่วมกับ ศิลปิน นักสร้างสรรค์ และนักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อถ่ายทอดประเด็นสำคัญผ่าน การแสดงดนตรีสดในพื้นที่จริง (Live Session)ที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบ ซึ่งเชื่อมโยงบทเพลงเข้ากับภูมิทัศน์และระบบนิเวศ เช่น ป่าชายเลน ทะเล และพื้นที่ชายฝั่ง
การระดมทุนนี้จะนำเงินที่ได้ไปทำ Live Session และทำบันทึกและเผยแพร่ผ่าน แพลตฟอร์มออนไลน์ ควบคู่กับคอนเทนต์ต่อเนื่อง เช่น บทสัมภาษณ์ เบื้องหลัง และสื่อให้ความรู้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัย ทำให้ผู้คนเห็นว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
กลุ่มเป้าหมายหลักคือ เยาวชน คนทำงานสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไปที่สนใจสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยตั้งเป้าเข้าถึงผู้ร่วมกิจกรรมโดยตรงอย่างน้อย 50 คน และขยายผลสู่ผู้ชมบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่า 100,000 คนภายในปี พ.ศ. 2569
เยาวชนได้รับการยอมรับมากขึ้นว่าเป็น พลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยกรอบของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) และแผน NBSAPs ของประเทศต่าง ๆ ต่างเน้นย้ำบทบาทของเยาวชนในฐานะผู้มีส่วนร่วมหลักในการบรรลุเป้าหมายการอนุรักษ์ อย่างไรก็ตาม วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยความพยายามของภาครัฐหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงลำพัง การทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง กลายเป็นเรื่องของ ทุกภาคส่วนในสังคม (mainstreaming) จึงเป็นภารกิจเร่งด่วน เพราะผลกระทบเหล่านี้ส่งผลต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม
แม้เยาวชนจะมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในขบวนการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่พวกเขายังขาด พื้นที่และแพลตฟอร์ม ที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงพลัง ความคิด และการลงมือทำในระดับที่กว้างขึ้น ทั้งที่เยาวชนคือกลุ่มที่เปี่ยมด้วยพลัง ความหวัง และมุมมองใหม่ต่ออนาคต วิกฤตที่ทวีความรุนแรงในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ยิ่งทำให้บทบาทของเยาวชนมีความสำคัญมากขึ้น ในฐานะผู้ร่วมปกป้องมหาสมุทรและโลกของคนรุ่นต่อไป
จุดแข็งสำคัญของเยาวชนสายสร้างสรรค์คือความสามารถในการ แปลสารทางวิทยาศาสตร์และองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเรื่องเล่า ภาพ และประสบการณ์ที่เข้าใจง่าย น่าสนใจ และเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศชายฝั่ง หรือผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ พลังการสื่อสารของเยาวชนช่วยเปลี่ยนความรู้ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ และนำไปสู่การตระหนักรู้และการลงมือทำร่วมกัน
ด้วยศักยภาพนี้ โครงการจึงมุ่งใช้ ศิลปะ ดนตรี และสื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการพาประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ทะเลและชายฝั่งเข้าสู่กระแสหลักของสังคม โดยมีเยาวชนเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและยั่งยืนในระยะยาว
โครงการ Mangroove นำเสนอแนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหาการขาดความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมของสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ผ่านการทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งมักถูกมองว่ายาก ไกลตัว และซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย น่าสนใจ และเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้จริง แนวทางการดำเนินงานของโครงการประกอบด้วยกลไกหลัก ดังนี้
1. ศิลปะและดนตรีเป็นเครื่องมือสื่อสารหลัก (Creative-led Communication) Mangroove ใช้การแสดงดนตรีสดและการเล่าเรื่องผ่านภาพเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าชายเลน และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดนตรีในฐานะภาษาสากลช่วยลดกำแพงของความซับซ้อนทางวิทยาศาสตร์ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมสามารถ “รู้สึก เข้าใจ และเชื่อมโยง” กับปัญหาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
2. แปลงการรับรู้เป็นการลงมือทำที่เป็นรูปธรรม โครงการออกแบบ Call to Action ร่วมกับองค์กร นักวิชาการ และกลุ่มเยาวชน เพื่อชวนให้ผู้ชมสามารถลงมือทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรม การลดขยะ การสนับสนุนการอนุรักษ์ หรือการเข้าร่วมเครือข่ายและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม กลไกนี้ช่วยเปลี่ยนผู้รับสารให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
3. ขยายผลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การบันทึกและเผยแพร่ Live Session พร้อมคอนเทนต์ต่อเนื่อง เช่น บทสัมภาษณ์ สารคดีสั้น และวิดีโอให้ความรู้ ผ่านโซเชียลมีเดีย จะช่วยขยายการเข้าถึงไปยังกลุ่มผู้ชมจำนวนมาก ทั้งในและต่างประเทศ และทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้าสู่กระแสหลักของสังคมอย่างต่อเนื่อง
4. ใช้พลังของศิลปินและเครือข่ายสร้างสรรค์ การร่วมมือกับศิลปินที่มีฐานผู้ติดตามกว้างขวางช่วยเพิ่มทั้งการมองเห็นและความน่าเชื่อถือให้กับประเด็นสิ่งแวดล้อม ศิลปินทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์ความรู้เฉพาะทางกับผู้ชมทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจไม่เคยสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก่อน
5. สร้างชุมชนการเรียนรู้และการลงมือทำ Mangroove มุ่งพัฒนาพื้นที่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเชื่อมโยงเยาวชน คนทำงานสร้างสรรค์ และผู้สนใจ ให้สามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และพัฒนากิจกรรมร่วมกันในระยะยาว ชุมชนนี้จะเป็นฐานในการต่อยอดพลังจากโครงการสู่การขับเคลื่อนเชิงสังคมที่ยั่งยืน
6. ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ข้ามภาคส่วน โครงการเกิดจากความร่วมมือของกลุ่มเยาวชน neo-baannok ซึ่งมีประสบการณ์ในการสร้างกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงเยาวชนมาร่วมเรียนรู้และร่วม action เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ และเครือช่าย 30x30 Thailand Coalition ที่มีสมาชิกเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กว่า 200 หน่วยงาน เพื่อสามารถขยายผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและแนวปฏิบัติที่กว้างขึ้น ด้วยแนวทางเหล่านี้ ทางโครงการจึงคาดหวังว่าจะสามารถผสานพลังของศิลปะ ดนตรี เครือข่ายเยาวชน และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ระดับปัจเจก ชุมชน ไปจนถึงสังคมในระยะยาว
ขั้นตอนที่ 1: การวางแผนโครงการ (Project Planning | มกราคม) ทีมงานดำเนินการวางแผนภาพรวมของโครงการ Mangroove กำหนดเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงาน ประเด็นเนื้อหาหลัก และรูปแบบกิจกรรม รวมถึงการจัดทำแผนงานและกรอบเวลาการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับทรัพยากรและกลุ่มเป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 2: การสร้างความร่วมมือและมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders Engagement | มกราคม–กุมภาพันธ์) ประสานงานและทำงานร่วมกับศิลปิน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มเยาวชน ผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อร่วมกำหนดประเด็นที่มีความสำคัญ ออกแบบเนื้อหา และพัฒนา Call to Action ที่เหมาะสมและสามารถขยายผลได้จริง
ขั้นตอนที่ 3: การเตรียมการก่อนการผลิต (Pre-production | กุมภาพันธ์–มีนาคม) ดำเนินการพัฒนาแนวคิดการสื่อสาร (creative concept) เขียนบทและโครงเรื่อง วางแผนการถ่ายทำ เลือกสถานที่ เตรียมอุปกรณ์ ทีมงาน และจัดตารางการทำงานสำหรับการผลิต Music Live Session และคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนที่ 4: การผลิตสื่อและการแสดงดนตรีสด (Production & Live Session | มีนาคม–เมษายน) ดำเนินการถ่ายทำการแสดงดนตรีสด (Music Live Session) และการผลิตสื่อภาพและเสียงตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นการถ่ายทอดประเด็นสิ่งแวดล้อมผ่านการเล่าเรื่องที่สอดคล้องกับสถานที่และบริบทของประเด็นที่เลือกสื่อสาร
ขั้นตอนที่ 5: การตัดต่อและผลิตสื่อหลังการถ่ายทำ (Post-production | เมษายน–พฤษภาคม) ดำเนินการตัดต่อภาพและเสียง ปรับแต่งคุณภาพวิดีโอ เพิ่มกราฟิก คำบรรยาย และองค์ประกอบด้านการสื่อสาร เพื่อให้เนื้อหามีความน่าสนใจ เข้าถึงง่าย และเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล
ขั้นตอนที่ 6: การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์โครงการ (Promoting | พฤษภาคม–มิถุนายน) เผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น YouTube และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ ควบคู่กับการสื่อสารประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ชม
ขั้นตอนที่ 7: การติดตาม ประเมินผล และเรียนรู้ (Monitoring and Evaluation | ตลอดระยะเวลาโครงการ) ติดตามผลการดำเนินงานและประเมินผลลัพธ์ของโครงการจากตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น การเข้าถึง การมีส่วนร่วม และการตอบรับต่อ Call to Action เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงการดำเนินงานและสังเคราะห์บทเรียนสำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคต
ขั้นตอนที่ 8: การจัดกิจกรรมและการขยายผล (Event: Ocean Week | มิถุนายน) นำเสนอผลงานของโครงการในกิจกรรมหรือเวทีสาธารณะ เช่น งาน Ocean Week เพื่อขยายผลการสื่อสาร สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
| รายการ | จำนวน | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|---|
| ค่าผลิตงาน (ภาพและเสียง) | 1Unit | 120,000.00 |
| ค่าสถานที่ (ต่อโครงการ) | 1Unit | 10,000.00 |
| ค่าการเดินทาง (ต่อโครงการ/สถานที่) | 1Unit | 20,000.00 |
| ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (ต่อวัน/ต่อโครงการ) | 1Unit | 12,000.00 |
| ค่าหลังการผลิต (ต่อโครงการ) | 1Unit | 15,000.00 |
| ค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์ (ต่อโครงการ) | 1Unit | 15,000.00 |
| ค่าศิลปิน (ต่อโครงการ) | 3Unit | 150,000.00 |
| ค่าที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและองค์ความรู้ (ต่อโครงการ) | 1Unit | 15,000.00 |
| ค่าบริหารจัดการและเงินสำรองฉุกเฉิน (15%) | 1Unit | 53,550.00 |
| รวมเป็นเงินทั้งหมด | 410,550.00 | |
| ค่าสนับสนุนเทใจ (10%) | 41,055.00 | |

โครงการ 30x30 Thailand Coalition เป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนโดยภาคประชาชน มีเป้าหมายเพื่อผลักดันการบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กระแสหลักของการพัฒนา และสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไทยภายใต้ กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออล (Kunming–Montreal Global Biodiversity Framework) เป้าหมายที่ 3 ซึ่งมุ่งให้ประเทศต่าง ๆ อนุรักษ์และบริหารจัดการพื้นที่บนบก แหล่งน้ำภายในประเทศ และพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง อย่างมีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573 ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) ร่วมกับกว่า 115 ประเทศทั่วโลกที่มีพันธสัญญาร่วมกันในการบรรลุเป้าหมาย 30x30 และ ณ เดือนมกราคม พ.ศ. 2569 มีหน่วยงาน องค์กร และเครือข่ายมากกว่า 200 แห่ง เข้าร่วมสนับสนุน 30x30 Manifesto และทำงานร่วมกันภายใต้ 30x30 Thailand Coalition เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศไทยให้สอดคล้องกับพันธกรณีระดับโลก โครงการ 30x30 Thailand Coalition ดำเนินงานภายใต้ มูลนิธิรักสัตว์ป่า (Love Wildlife Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่จดทะเบียนในประเทศไทย และในรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ในฐานะองค์กรต่างประเทศ โดยมูลนิธิมีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับความสำคัญของสัตว์ป่า ระบบนิเวศ และความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติกับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในโลกใบเดียวกัน
ดูโปรไฟล์ร่วมกันระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการนี้
สร้างเพจระดมทุนให้โครงการนี้